6 สัญญาณ “อาการแพ้กลูเตน” ที่ควรรู้

กลูเตน เป็นโปรตีนที่พบในข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์ บางคนอาจมีความไวต่อกลูเตนหรือเป็นโรคเซลิแอค (Celiac Disease)

กลูเตน เป็นโปรตีนที่พบในข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์ บางคนอาจมีความไวต่อกลูเตนหรือเป็นโรคเซลิแอค (Celiac Disease) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวม หากคุณสงสัยว่าตัวเองอาจมีอาการแพ้กลูเตน ลองสังเกต 6 สัญญาณดังต่อไปนี้

1. อาการปวดท้องและท้องอืด

  • การแพ้กลูเตนมักทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและท้องอืดหลังรับประทานอาหารที่มีกลูเตน
  • อาการนี้เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถย่อยกลูเตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการสะสมแก๊สในลำไส้

2. ปัญหาทางเดินอาหาร

  • อาจมีอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือสลับกันระหว่างทั้งสอง
  • สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตน ระบบทางเดินอาหารจะเกิดการอักเสบและดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี

3. อาการทางผิวหนัง

  • อาการแพ้กลูเตนบางครั้งแสดงออกผ่านผิวหนัง เช่น มีผื่นคันที่ลักษณะคล้ายตุ่มแดงหรือผื่นลมพิษ โดยเฉพาะบริเวณข้อศอก หัวเข่า หรือหลัง
  • โรคทางผิวหนังที่เกี่ยวข้อง เช่น Dermatitis Herpetiformis ซึ่งสัมพันธ์กับการแพ้กลูเตนโดยตรง

4. เหนื่อยล้าและไม่มีแรง

  • หากคุณรู้สึกอ่อนเพลียหรือไม่มีพลังงานอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะร่างกายขาดสารอาหารสำคัญจากการดูดซึมที่ผิดปกติ
  • การอักเสบเรื้อรังจากการแพ้กลูเตนยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้น

5. อาการปวดหัวและไมเกรน

  • คนที่แพ้กลูเตนมักมีอาการปวดหัวเรื้อรังหรือไมเกรนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อาการนี้เกิดจากการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ส่งผลต่อระบบประสาท

6. สมาธิสั้นและสภาวะ Brain Fog

  • รู้สึกไม่สามารถจดจ่อหรือคิดอะไรชัดเจนได้ อาการนี้มักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารที่มีกลูเตน
  • อาจเกิดจากการอักเสบในระบบทางเดินอาหารที่ส่งผลต่อสมอง

วิธีจัดการหากสงสัยว่าตนเองแพ้กลูเตน

  1. ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ
    • ตรวจเลือดหรือทำการส่องกล้องเพื่อตรวจโรคเซลิแอค
  2. ทดลองงดกลูเตน
    • ลองหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตน เช่น ขนมปัง พิซซ่า และพาสต้า สังเกตว่ามีอาการดีขึ้นหรือไม่
  3. เลือกอาหารปราศจากกลูเตน (Gluten-Free)
    • ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ปลอดกลูเตนให้เลือกมากมาย เช่น ข้าวโอ๊ตปราศจากกลูเตน หรือแป้งอัลมอนด์